??????

posted on 10 Nov 2010 01:28 by hthongwit
อนุทินของผู้ทรงศีลมักเต็มไปด้วยถ้อยธรรม
ที่ด้วนกุดเเละขาดห้วงของธรรมชาติ
ไม่ต่างจากผู้พรากรักหนีกรงเล็บปิศาจ
ที่ติดตามควากควักเนื้อก้อนของเธออย่างสนุกสนาน
...................................................................................................................................................................
อนุทินของนักรบมักเต็มไปด้วยความรุนเเรง
เหมือนลูกธนูที่ถูกยิงออกจากคัน
เหมือนฝนที่หยาดออกจากก้อนเมฆ
เหมือนก้อนคลื่นเผยอออกจากสมุทรที่ราบเรียบ
...................................................................................................................................................................
อนุทินของความรัก
บุ๊ย
.................................................................................................................................................................

เสียงรถด่วนขบวนสุดท้ายไม่ใช่เสียงที่ใครต่อใครอยากได้ยินนัก

มันเหมือนจะส่งเสียงตำหนิติเตือนว่าต่อจากนี้ไปทั้งชีวิต จะเหลือเเต่การพัดพราก

เหลือเพียงเเต่ความทรงจำที่ว่างเปล่า

เหลือเพียงเเต่เสียงดนตรีที่เงียบงัน

บางคนต้องถูกทิ้งร้างอยู่ในสถานีเเห่งความเหงาชั่วกัปกัลป์

ระทมทุกข์กับอดีตที่ไม่อาจหวนคืน

ทุกวันที่ผ่านผันไปของพวกเขาคงจะเเสนเชื่องช้า

เเละเข็มวินาทีเหล่านั้นดูเหมือนว่าไม่เคยปราณีให้กับใคร

...........................................................................................................................................................

รถด่วนขบวนเเรกรับเเค่ใครบางคน

ใครบางคนที่หน้าตาดี

ใครบางคนที่ร่ำรวย

ใครบางคนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

ใครบางคนที่ใบหน้ายังคงไม่เเปดเปื้อนด้วยรอยจารึกของเวลา

พวกเขาที่ไม่ใช่พวกเขาเหล่านั้นจึงตัดสินใจจะเผชิญชะตากรรมโดยไม่รู้จุดหมาย

เสี่ยงดวงกับรถด่วนขบวนสุดท้าย

ขบวนที่รับใครก็ตามที่หน้าด้านพอจะหาพื้นที่ให้ตัวเองเข้าไปได้

โดยที่ไม่รู้ว่าปลายทางจะไปจบลงที่ใด

อาจจะเป็นความสุข

หรือการเป็นตกเป็นทาสเเห่งเครื่องจองจำ

เเต่ก็มีผู้เล่าว่า ณ ที่นั่น ผู้ถูกจองจำมีสีหน้ายิ้มเเย้มเสียในทีเดียว

...........................................................................................................................................................

มีคนบอกว่ารถไฟสายนี้จะไปสิ้นสุด ณ ปริมณฑลเเห่งรัก

ที่นั่นจะมีเเต่ดอกไม้ ฟ้าสีขาวเเละเมฆปุย

ไม่ใช่ตึก รถยนต์เเละควันพิษ

ที่นั่นจะมีเเต่สีชมพู

ไม่ใช่สีน้ำเงิน สีเเดงหรือสีเหลือง

ที่นั่นคือเเหล่งรวบรวมความสุขในเอกภพ

เธอไม่สามารถเเสวงหาสุขใดเกินกว่านั้นได้อีกเเล้ว

เเต่

เขาบอกว่าเเต่

ถ้าเธอก้าวขึ้นไปเเล้ว เธอจะไม่สามารถกลับมาที่สถานีนี้ได้อีกต่อ

เเม้เธอจะหาทางกลับมาได้

เเต่มันก็ไม่เหมือนเดิม

มันไม่มีทางจะกลับมาเหมือนเดิมอีกเเล้ว

เมืองนั้นเหมือนว่าจะกัดกินส่วนหนึ่งในตัวเธอจนหมดสิ้น

กว่าเธอจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อ

ชีวิตเธอขาดหายไปเสียครึ่งหนึ่งเเล้ว

..........................................................................................................................................................

เสียงรถด่วนขบวนสุดท้ายไม่ใช่เสียงที่ใครต่อใครอยากได้ยินนัก

มันเหมือนจะส่งเสียงตำหนิติเตือนว่าต่อจากนี้ไปทั้งชีวิต จะเหลือเเต่การพัดพราก

เหลือเพียงเเต่ความทรงจำที่ว่างเปล่า

เหลือเพียงเเต่เสียงดนตรีที่เงียบงัน

บางคนต้องถูกทิ้งร้างอยู่ในสถานีเเห่งความเหงาชั่วกัปกัลป์

ระทมทุกข์กับอดีตที่ไม่อาจหวนคืน

ทุกวันที่ผ่านผันไปของพวกเขาคงจะเเสนเชื่องช้า

เเละเข็มวินาทีเหล่านั้นดูเหมือนว่าไม่เคยปราณีให้กับใคร

 

รถไฟเทียบชานชะลาเเล้ว

 

 

ประตูรถกำลังเปิดออก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เธออยากไปรึเปล่าละ

..........................................................................................................................................................

 

 

 

 

 

 

ไม่มีชื่อ เเต่งเล่นๆ

posted on 17 Jun 2009 23:20 by hthongwit

บางเวลาป่าเเห่งนี้ก็เงียบกริบเหมือนกับสิ้นสุดการเผชิญศึก ระหว่างการขันเเข่งกันเอาชีวิตรอดของเหล่าพฤกษพรรณที่เบียดเสียดยัดเยียดจนทำให้ป่าเเห่งนี้ดูเหมือนถ้ำขนาดย่อม บรรยากาศเหล่านั้นเต็มไปด้วยมนต์สะกดเเละความลึบลับบางอย่าง หมอกที่เลียดเเตะเฉียดขา น้ำค้างบนยอดต้นไม้ หรือไอน้ำที่ลอยวนเหมือนว่ากำลังจะหยุดวัฒจักรการก่อกำเนิด พวกนั้นเป็นภาพที่คุ้นชินสำหรับนักเดินทางผู้กร่ำเเดดกร่ำฝนเดินทางเสียค่อนชีวิต เเม้เคยมีผู้ไต่ถามว่ามีสิ่งสลักสำคัญใดรออยู่ ณ ม่านเถาวัลย์หรือ ณ พุ่มไม้เตียนข้างหน้า หรือไม่ก็หลังเขาสูงทะมึนเหล่านั้น คำตอบก็มิอาจอธิบายได้ มันไม่ใช่ มันไม่ใช่การเดินทางภายนอก สิ่งต่างๆนั้นล้วนเเต่เกิดจากการพบปะจิตวิญญาณ เเต่ในความจริงจิตวิญญาณมิอาจพบปะได้ ถ้าไม่มีรูปธรรมยึดเกาะเกี่ยวสร้างพันธนาการ ผู้ใดเล่าจะสามารถพบรักได้ ถ้ามีผ่านการจูงมือ การโอบกอดสัมผัสกายากับคู่รักของตนเอง คงต้องใช้เวลาเสียนานกว่าการผละซึ่งพันธนาการจะเกิดขึ้น เเละพบว่าความสงบที่เเท้จริงไม่ได้เกิดจากเครื่องเเต่งรุ่มร่ามภายนอก เเต่เกิดจากจิตใจ ความรัก ความอาทร ความสงบ นั่นเกิดมาจากจิตใจของตนทั้งสิ้น เมื่อคิดได้เช่นนั้นการเดินทางจึงไม่ใช่การพบพานเเม่น้ำมหัศจรรย์ การข้ามพิชิตภูเขาสูงเสียดฟ้า การเดินทางเป็นล้านไมล์ เเต่คือการหยุดอยู่ที่ใจของตนเพียงใจเดียว

การท่องเที่ยวที่สนุกที่สุดคือการค้นพบว่าใจของเรามีรัก เเละความฉงนอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

พวกนักเดินทางพูดเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็ฟังเสียประมาณหนึ่ง มิได้ตัดสินใจว่าผิดหรือถูกประการใด พวกเขามักจะพูดเรื่องราวไร้สาระให้ข้าพเจ้าฟังอยู่บ่อยๆขณะกำลังร่ำสุรา หลายครั้งข้าพเจ้าไปที่นั่นโดยไร้ซึ่งความต้องการหรือจุดประสงค์ที่เเน่ชัด เเต่การไปฟังพวกเมาสุราพูดคงเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้ เหมือนกับการกินข้าวสามเวลาทั้งที่ยังมิรู้สึกกระหายโหยหิว เพราะอย่างน้อยกิจวัตรก็ช่วยเติมเต็มครึ่งหนึ่งของเศษซาก(เป็นคำที่ใช้เรียกขานร่างกายของข้าพเจ้า) ลงด้วยความเป็นมนุษย์กึ่งหนึ่งเพราะมนุษย์ในความเชื่อของข้าพเจ้าคือการตัดคำว่าเหตุผลออกให้ได้มากที่สุดคือการดำรงตนใกล้เคียงกับการเป็นมนุษย์มากที่สุด

นักเดินทางชราจึงทำเเทบทุกอย่างโดยถือใจเป็นใหญ่หรือไม่เเน่ว่าตรรกกะของพวกเขาอาจจะกำลังบังคับข่มใจให้เพิกเฉยต่อบทบัญญัติทั้งต่อโลก หรือต่อความเป็นมนุษย์ของเขาเอง หลายครั้งเราจึงเห็นควันบุหรี่สีเทาหม่นล่องลอยอย่างไร้ทิศทาง วิ่งวนไปมาอยู่เหนือหัว เสียงกระทบกันของเเก้วเหล้า เสียงก่นด่าสาบเเช่งกันเองด้วยภาษาหยาบคายที่บางครั้งเสียดเเทงเเก้วหูจนทนรับฟังไม่ได้

 

edit @ 3 Jul 2009 22:35:02 by The grumbling old man