เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย : inspired by รถไฟฟ้ามาหานะเธอ
posted on 27 Oct 2009 01:42 by hthongwitเสียงรถด่วนขบวนสุดท้ายไม่ใช่เสียงที่ใครต่อใครอยากได้ยินนัก
มันเหมือนจะส่งเสียงตำหนิติเตือนว่าต่อจากนี้ไปทั้งชีวิต จะเหลือเเต่การพัดพราก
เหลือเพียงเเต่ความทรงจำที่ว่างเปล่า
เหลือเพียงเเต่เสียงดนตรีที่เงียบงัน
บางคนต้องถูกทิ้งร้างอยู่ในสถานีเเห่งความเหงาชั่วกัปกัลป์
ระทมทุกข์กับอดีตที่ไม่อาจหวนคืน
ทุกวันที่ผ่านผันไปของพวกเขาคงจะเเสนเชื่องช้า
เเละเข็มวินาทีเหล่านั้นดูเหมือนว่าไม่เคยปราณีให้กับใคร
...........................................................................................................................................................
รถด่วนขบวนเเรกรับเเค่ใครบางคน
ใครบางคนที่หน้าตาดี
ใครบางคนที่ร่ำรวย
ใครบางคนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
ใครบางคนที่ใบหน้ายังคงไม่เเปดเปื้อนด้วยรอยจารึกของเวลา
พวกเขาที่ไม่ใช่พวกเขาเหล่านั้นจึงตัดสินใจจะเผชิญชะตากรรมโดยไม่รู้จุดหมาย
เสี่ยงดวงกับรถด่วนขบวนสุดท้าย
ขบวนที่รับใครก็ตามที่หน้าด้านพอจะหาพื้นที่ให้ตัวเองเข้าไปได้
โดยที่ไม่รู้ว่าปลายทางจะไปจบลงที่ใด
อาจจะเป็นความสุข
หรือการเป็นตกเป็นทาสเเห่งเครื่องจองจำ
เเต่ก็มีผู้เล่าว่า ณ ที่นั่น ผู้ถูกจองจำมีสีหน้ายิ้มเเย้มเสียในทีเดียว
...........................................................................................................................................................
มีคนบอกว่ารถไฟสายนี้จะไปสิ้นสุด ณ ปริมณฑลเเห่งรัก
ที่นั่นจะมีเเต่ดอกไม้ ฟ้าสีขาวเเละเมฆปุย
ไม่ใช่ตึก รถยนต์เเละควันพิษ
ที่นั่นจะมีเเต่สีชมพู
ไม่ใช่สีน้ำเงิน สีเเดงหรือสีเหลือง
ที่นั่นคือเเหล่งรวบรวมความสุขในเอกภพ
เธอไม่สามารถเเสวงหาสุขใดเกินกว่านั้นได้อีกเเล้ว
เเต่
เขาบอกว่าเเต่
ถ้าเธอก้าวขึ้นไปเเล้ว เธอจะไม่สามารถกลับมาที่สถานีนี้ได้อีกต่อ
เเม้เธอจะหาทางกลับมาได้
เเต่มันก็ไม่เหมือนเดิม
มันไม่มีทางจะกลับมาเหมือนเดิมอีกเเล้ว
เมืองนั้นเหมือนว่าจะกัดกินส่วนหนึ่งในตัวเธอจนหมดสิ้น
กว่าเธอจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อ
ชีวิตเธอขาดหายไปเสียครึ่งหนึ่งเเล้ว
..........................................................................................................................................................
เสียงรถด่วนขบวนสุดท้ายไม่ใช่เสียงที่ใครต่อใครอยากได้ยินนักมันเหมือนจะส่งเสียงตำหนิติเตือนว่าต่อจากนี้ไปทั้งชีวิต จะเหลือเเต่การพัดพราก
เหลือเพียงเเต่ความทรงจำที่ว่างเปล่า
เหลือเพียงเเต่เสียงดนตรีที่เงียบงัน
บางคนต้องถูกทิ้งร้างอยู่ในสถานีเเห่งความเหงาชั่วกัปกัลป์
ระทมทุกข์กับอดีตที่ไม่อาจหวนคืน
ทุกวันที่ผ่านผันไปของพวกเขาคงจะเเสนเชื่องช้า
เเละเข็มวินาทีเหล่านั้นดูเหมือนว่าไม่เคยปราณีให้กับใคร
รถไฟเทียบชานชะลาเเล้ว
ประตูรถกำลังเปิดออก
เธออยากไปรึเปล่าละ
..........................................................................................................................................................
ไม่มีชื่อ เเต่งเล่นๆ
posted on 17 Jun 2009 23:20 by hthongwitบางเวลาป่าเเห่งนี้ก็เงียบกริบเหมือนกับสิ้นสุดการเผชิญศึก ระหว่างการขันเเข่งกันเอาชีวิตรอดของเหล่าพฤกษพรรณที่เบียดเสียดยัดเยียดจนทำให้ป่าเเห่งนี้ดูเหมือนถ้ำขนาดย่อม บรรยากาศเหล่านั้นเต็มไปด้วยมนต์สะกดเเละความลึบลับบางอย่าง หมอกที่เลียดเเตะเฉียดขา น้ำค้างบนยอดต้นไม้ หรือไอน้ำที่ลอยวนเหมือนว่ากำลังจะหยุดวัฒจักรการก่อกำเนิด พวกนั้นเป็นภาพที่คุ้นชินสำหรับนักเดินทางผู้กร่ำเเดดกร่ำฝนเดินทางเสียค่อนชีวิต เเม้เคยมีผู้ไต่ถามว่ามีสิ่งสลักสำคัญใดรออยู่ ณ ม่านเถาวัลย์หรือ ณ พุ่มไม้เตียนข้างหน้า หรือไม่ก็หลังเขาสูงทะมึนเหล่านั้น คำตอบก็มิอาจอธิบายได้ มันไม่ใช่ มันไม่ใช่การเดินทางภายนอก สิ่งต่างๆนั้นล้วนเเต่เกิดจากการพบปะจิตวิญญาณ เเต่ในความจริงจิตวิญญาณมิอาจพบปะได้ ถ้าไม่มีรูปธรรมยึดเกาะเกี่ยวสร้างพันธนาการ ผู้ใดเล่าจะสามารถพบรักได้ ถ้ามีผ่านการจูงมือ การโอบกอดสัมผัสกายากับคู่รักของตนเอง คงต้องใช้เวลาเสียนานกว่าการผละซึ่งพันธนาการจะเกิดขึ้น เเละพบว่าความสงบที่เเท้จริงไม่ได้เกิดจากเครื่องเเต่งรุ่มร่ามภายนอก เเต่เกิดจากจิตใจ ความรัก ความอาทร ความสงบ นั่นเกิดมาจากจิตใจของตนทั้งสิ้น เมื่อคิดได้เช่นนั้นการเดินทางจึงไม่ใช่การพบพานเเม่น้ำมหัศจรรย์ การข้ามพิชิตภูเขาสูงเสียดฟ้า การเดินทางเป็นล้านไมล์ เเต่คือการหยุดอยู่ที่ใจของตนเพียงใจเดียว
การท่องเที่ยวที่สนุกที่สุดคือการค้นพบว่าใจของเรามีรัก เเละความฉงนอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
พวกนักเดินทางพูดเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็ฟังเสียประมาณหนึ่ง มิได้ตัดสินใจว่าผิดหรือถูกประการใด พวกเขามักจะพูดเรื่องราวไร้สาระให้ข้าพเจ้าฟังอยู่บ่อยๆขณะกำลังร่ำสุรา หลายครั้งข้าพเจ้าไปที่นั่นโดยไร้ซึ่งความต้องการหรือจุดประสงค์ที่เเน่ชัด เเต่การไปฟังพวกเมาสุราพูดคงเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้ เหมือนกับการกินข้าวสามเวลาทั้งที่ยังมิรู้สึกกระหายโหยหิว เพราะอย่างน้อยกิจวัตรก็ช่วยเติมเต็มครึ่งหนึ่งของเศษซาก(เป็นคำที่ใช้เรียกขานร่างกายของข้าพเจ้า) ลงด้วยความเป็นมนุษย์กึ่งหนึ่งเพราะมนุษย์ในความเชื่อของข้าพเจ้าคือการตัดคำว่าเหตุผลออกให้ได้มากที่สุดคือการดำรงตนใกล้เคียงกับการเป็นมนุษย์มากที่สุด
นักเดินทางชราจึงทำเเทบทุกอย่างโดยถือใจเป็นใหญ่หรือไม่เเน่ว่าตรรกกะของพวกเขาอาจจะกำลังบังคับข่มใจให้เพิกเฉยต่อบทบัญญัติทั้งต่อโลก หรือต่อความเป็นมนุษย์ของเขาเอง หลายครั้งเราจึงเห็นควันบุหรี่สีเทาหม่นล่องลอยอย่างไร้ทิศทาง วิ่งวนไปมาอยู่เหนือหัว เสียงกระทบกันของเเก้วเหล้า เสียงก่นด่าสาบเเช่งกันเองด้วยภาษาหยาบคายที่บางครั้งเสียดเเทงเเก้วหูจนทนรับฟังไม่ได้
edit @ 3 Jul 2009 22:35:02 by The grumbling old man