เชื่อว่าหนังสองเรื่องนี้เป็นหนังที่สื่อถึงเวลาได้อย่างดิบดี ไม่ใช่หนังที่สืบหาเเละค้าถึงการก่อตัวของมิติที่เราเรียกว่าเวลา เเต่เป็นหนังที่พยายามทำความเข้าใจกับเวลา เชื่อว่าเวลานั้นยังคงดำเนินเป็นเส้นตรง ไม่สามารถเเยก วกหรือเวียนเปลี่ยนผ่านกันได้

เรื่องพุชมีเด็กเล็กๆคนหนึ่งสามารถมองอนาคตได้ การมองเห็นอนาคตนี่เป็นเรื่องที่ควรจะให้ความเข้าใจ เพราะเมื่อเรากระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไปเเล้วมันดันมีผลในการเปลี่ยนเเปลงอนาคต อย่างเช่นถ้าในอนาคตอีกสองนาที เรารู้ว่าเราจะได้กินก๋วนเตี๋ยวของเจ๊บะหมี่ เราก็รีบนั่งรถตุ๊กๆไปที่สยาม อย่างงี้เราก็หมดสิทธิ์จะได้กินบะหมี่เเห้งร้อนๆเเต่อาจได้กินเเฮมเบอเกอร์เเทน มันเหมือนกับการที่เราเลือกเดินเส้นทางคนละเส้นจากที่น่าจะเดินในตอนเเรก เเต่คำถามอยู่ที่ว่าอนาคตนั้นถูกกำหนดมาให้เราเเล้วหรือไม่

อนาคตหากเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาเเล้วก็อาจจะเกิดเงื่อนไขที่ซ้อนทับ กล่าวคืออนาคตถูกกำหนดมาให้กำหนดเปลี่ยนเเปลง เช่นสมมติตามหลักของศาสนาที่พระเจ้าเป็นผู้กำหนดอนาคต เเล้วเราสามารถเปลี่ยนเเปลงอนาคตได้ กลายเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งคือพระเจ้ากำหนดมาเพื่อให้เราเปลี่ยนเเปลงอนาคตได้ หรือถ้าพูดในเรื่องหลักกรรมตามศาสนาพุทธเเล้ว กรรมที่ส่งผลข้ามชาติมาเเล้วรอที่จะส่งผลในอนาคตก็จะไม่ได้ส่งผล กลายเป็นกรรมที่เห็นนั้นไม่ใช่กรรมจริง เเต่กรรมที่เเท้จริงคือกรรมที่เราตัดสินใจเปลี่ยนเเปลงอนาคตเพื่อไปเจออีกผลลัพธ์หนึ่ง คือไม่ว่าการตัดสินใจเปลี่ยนเเปลงอนาคตเช่นใดเเล้วก็ยังอยู่ภายใต้สับเซตของการกำหนดโดยผู้เลือกสรร(ในความเชื่อหนึ่งๆ)

หรือบางครั้งการเปลี่ยนเเปลงอนาคตนั้นอาจจะเป็นการเปลี่ยนเเปลงอนาคตในช่วงสั้นเท่าที่เราสามารถจะมีวิสัยทัศน์เล็งเห็นได้เท่านั้นเเต่ผลภายภาคหน้านั้นกลับการเป็นผลเเบบเดียวกัน ถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็เหมือนการขับรถบนทางทั้งสองเส้น ทั้งเส้นทางลัดเเละเส้นทางตรง ไม่ว่าอย่างไรก็ตามจุดหมายปลายทางทั้งสองก็บรรจบอยู่ ณ ปลายทางเดียวกันอยู่ดี

เเต่เรื่องของเบนจามิน บัตตันนั้นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง มันเป็นการกลับเวลาของอนาคตเเละอดีต ตั้งคำถามง่ายๆว่าถ้าคนเราเกิดมาเเล้วเเก่หงำเหงือกเลย เเล้วค่อยๆกลายเป็นเด็กน้อยตัวเล็กนั้นจะเป็นอย่างไร จะมีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนเเปลงอย่างไรบ้าง ถ้าเรามองในมุมมองของชีวิตมันก็น่าจะเป็นชีวิตที่เเสนทรมาน ทั้งการไม่ได้รับการยอมรับทางสังคม หรือเผชิญกับภาวะที่เเปลกประหลาดของช่องว่างระหว่างวัย ยิ่งในหนังสะท้อนให้เห็นเกี่ยวกับเรื่องความรักก็ยิ่งทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ว่าการที่เราเฝ้ามองคนที่เรารักตายไปทีละคนทีละคนมันเป็นความทุกข์ที่เเสนสาหัสเกินจะพรรณาได้

เเต่ถ้ามองในด้านของสังคมกับกลายเป็นการสะท้อนภาวะการณ์ของสังคมโลกที่เเยบคาย ทั้งนี้เป็นการวิเคราะห์โดยส่วนตัวของข้าพเจ้าเอง(ผู้อ่านที่ดูมาเเล้วอาจจะไม่เห็นตรงกับความคิดข้อนี้มากเท่าไหร่) เป็นเสมือนการสะท้อนภาวะสังคมคนเเก่ครองโลก ในปัจจุบันมีประชากรคนเเก่เพิ่มจำนวนขึ้นมามากจากการพัฒนาทางด้านสาธารณสุขเเละทางการเเพทย์ของโลก มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ เเต่เรื่องไม่ธรรมดานี่น่าสังเกตคือภาวะที่เด็กพยายามการทำตัวให้เเก่เกินวัย(เเก่เเดดก็ว่าได้) การที่เด็กพยายามจะหาเเฟน หรือการที่พยายามจะเปิดรับความคิดจากคนรุ่นก่อนโดยไม่นำไปพัฒนาหรือจากการเปิดรับความคิดเกินวัยที่รวดเร็วเกินไป การครอบตัวเองด้วยภาวะการเป็นผู้ใหญ่ก็อาจไม่ใช่สิ่งเลวร้ายกับตัวเอง เเต่กับสังคมมันเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง

 

ติดตามต่อตอนหน้า

 

Comment

Comment:

Tweet

ความจริงแล้ว เราว่าภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่อง
ก็สื่อออกมาได้ในหลายๆความรู้สึกได้ดีเลยนะ ^^

#3 By Simon (124.120.111.29) on 2009-03-24 23:35

เรื่องของกรรมนี้ เป็นหนึ่งในเรื่องอจินไตย ของพระพุทธศาสนานะครับ รู้สึกมี 4 ประการ
คือถ้าไม่มีความสามารถที่จะไปรู้ไปเห็นจริงๆนี่ บางเรื่องก็ยากจะอธิบาย(ด้วยความคิด)ให้ถูกต้องอย่างที่มันเป็น

เบนจามินเป็นหนังแปลก แต่ก็ดูเหมือนคนทำ จะทำให้มันผสมผสานลงตัวได้ในระดับที่น่าพอใจ

#2 By Kodoh on 2009-02-25 21:47

การใช้ชีวิตอยู่ในสองสถานการณ์นี้ จูนว่ามันยากพอๆกันเลยนะ อยู่กับปัจจุบันดีที่สุดค่ะ ไม่ต้องกังวลถึงอดีตหรืออนาคต แค่ชั่วขณะที่เรามีชีวิตอยู่ก็พอ Hot!

#1 By JUNEBUG* on 2009-02-23 23:54