นักรบตอนที่สาม

posted on 24 Mar 2009 22:22 by hthongwit

ณ วัฏฏสังสารอันมืดหม่น เเลศัพท์นี้อธิบายได้อย่างครบถ้วนเสียละเอียดทุกกระบวนความ

ไม่ใช่มืดมิด

เพราะเเม้นหากหม่นมืดการสัมผัสก็ยังมีถูกทิ้งให้ร้างโล่ง เจ็บปวดทรมานเสียยิ่งกว่ามืดมิดอันมิได้สัมผัสสิ่งใดเลย ซึ่งความทรมานมิได้ก่อตัวขึ้นจากความไม่ตระหนักรู้ เต่คลืบคลานอยู่ในเงาของความจำโดยดั้งเดิม ความจำอันฝังตรึงติด ก่อตัว ณ ราตรีกาล คลี่อบานออกยามหลับใหล

ในเงาของเราเอง

ผู้มาเยือนอันมิได้รับเชิญปรากฏตัวต่อข้าพเจ้า ณ ขณะจิตอันรุ่มเร้าด้วยฟอนฟืนเเห่งกิเลส วิ่งเต้นอยู่มิรู้เหนื่อย หรืออาจเปรียบประดุจเรือสำเภา ได้สิ่งพัทธนาการ ลอยล่องอยู่ในมหานที เวิ้งว้างว่างเปล่า

หากมองดิ่งสู่เบื้องต่ำนั้นเเลเห็นเพียงฟองคลื่นซัดสาดกระทบกราบเรือโคลงเคลง สู่เบื้องสูงก็เห็นฟ้ากว้างใหญ่เกินพิศ ดาวหลายหลากขับเเสงเเข่งกันเกลื่อนฟ้า มีเว้นวัน

ความเเค้นพยาบาทนั้นก็เปล่งรังสีมิต่างกัน

เงานั้นตรัสถามข้าพเจ้า

เเกกำลังจะฆ่าคน ฉันรู้ดิ

เขาฉงน สัณฐานของคิ้วเปลี่ยนเเปลงมาจรดกันที่กึ่งกลางหน้าผาก ฉงนมิใช่ว่าเงานั้นปรากฏเเก่จักขุญาณอย่างไร เเต่ฉงนที่จิตใจมิอาจลบรอยรักอันบาดลึกลงได้ ทั้งที่การก้าวย่างมาที่นี่น่าจะกระทำกิจของมันเสร็จสิ้นไปได้นานเเล้ว ฉงนว่าการก้าวพ้นมหานทีเเห่งนี้คงมิใช่ง่ายดายนัก

เเต่ความเเค้นคงช่วยเขาได้

เสียงนั้นยังคงไม่หยุด

เเกเป็นคนดี ฉันรู้ ไม่น่าทำอย่างนี้หรอก เสียดายที่สั่งสมความดีมาช้านาน ไม่น่าเลย กะอีเเค่คนๆเดียว

เสียงนั้นเงียบลง

ปล่อยให้ความคิดเขาล่องลอยไปไกล

ไกล

ไกล

ออกไป

สู่ห้วงอากาศ

เเลกลับสู่ร่างอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet