นักรบตอนที่สี่

posted on 25 Mar 2009 23:22 by hthongwit

ในภาวะยามเช่นนี้ เมื่อวิญญาณเคลื่อนไปกับสายลมฝั่งเหนือ พลิกพลิ้วละลิ่วไปมาเสียชั่วยามหนึ่ง ก็สถิตกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครา ประหนึ่งได้รับการก่อกำเนิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง จากก้อนอิฐก้อนเเรก ก้อนต่อไปจึงค่อยๆวางเรียงรายเสียจนสูงขึ้น

เป็นประภาคารตระหง่านเสียดภูผา

เเละกษณะนั้นความตระหนักรู้ก็ก่อกำเนิดขึ้น จากอัตถะสู่อัตถะ  จากจิตเดิมสู่จิตเดิม ณ ที่นั้น ที่ที่ความตระหนักรู้ก่อกำเนิดขึ้น ยิ่งกว่าจะพรรณาด้วยถ้อยวจีของหนึ่งกวีผู้สามารถ เมื่อเป็นเช่นนั้นเเล้ว

เงาอันปรากฏอยู่ในมหานทีจึงเริ่มร่ำไห้ หลอมรวมกันเป็นหนึ่งกับมหานที เริ่มจะดับสูญสลายไปกับสภาวะอันไม่เเน่นอน กับครายาม อันเงามืดควรเเฝงเร้นกายอย่างโดยเดี่ยว อย่างไร้กำลัง อย่างอ่อนเเอ มืดมิดจึงกระจ่างในที่สุด หากเเต่เสียงนั้นยังคงดังก้องอยู่ในจิต เเลถูกกำบังด้วยสิ่งบางสิ่ง มิให้ทำลายลงอย่างง่าย

หากเเต่จิตอันเเข็งเเกร่งนั้นกักเก็บความรู้สึกส่วนตัวไว้ได้อย่างมิดชิดยิ่งกว่า ถ้อยวจีอันความคิดสนทนากันนั้นจึงมิอาจเล็ดลอดเข้าสู่ห้วงภวังค์ได้ ความเเค้นยังคงสถิตย์อยู่ ณ ที่ตั้งเดิม ความรักยังลงลิ่วลอยในห้วงอดีต สายลมที่ผ่านพ้นไป สายนทีที่รินไหล มิคืนย้อนกลับมาง่ายดาย

หากเมื่อพัดผ่านมาเคยนำพารักเข้ามาสู่จิตใจ เเลเมื่อพัดผ่านไปก็ทิ้งรอยบอบช้ำเกินเยียวยารักษา

เสียงนั้นจึงกระทบเเค่เพียงโสตประสาทเเห่งกายรูปเท่านั้น รูปนั้นจึงกระทบเพียงจักขุประสาทเเห่งกายรูปเท่านั้น เมื่อไร้ความสลักสำคัญใดใด เมื่อไร้ความสลักสำคัญเเห่งความดี เมื่อไร้ความสลักสำคัญเเห่งความชั่ว การกระทำดีเเละชั่วก็มิเเตกต่างกัน การเห็นใจก็ไม่ปรากฏ เมื่อเป็นเช่นนั้นวันคืนที่ผันผ่านนำความเเก่ชรา เเลการเพ่งเล็งเเห่งวัฏสังสารก็ไร้ความสำคัญอีกหนึ่ง

เงานั้นจึงวับวาบหายไปเสียงเพียงชั่วขณะปราณ สมุทรเเห่งวัฏฏสังสารก็หายไปเสียอีกประการหนึ่ง

ทางเดินภายหน้าจึงถูกความเคียดเเค้นขยายเเลดูกว้างขวางขึ้น

เขาจึงย่างเท้าก้าวเดินต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

เเก้เเค้นต่อไป

 

 

 

 

 

edit @ 28 Mar 2009 21:59:22 by Harit Thongwitokomarn M.507 No.26

Comment

Comment:

Tweet